ภาคตลาดทุน จับมือ คลัง "ตั้งคณะ Taskforce ออก 4 มาตรการ" ฟื้นเสน่ห์ตลาดหุ้นไทย
ภาคตลาดทุน จับมือ คลัง "ตั้งคณะ Taskforce ออก 4 มาตรการ" ฟื้นเสน่ห์ตลาดหุ้นไทย หลังเผชิญปัญหา-ความท้าทาย หวังดึงดูดการลงทุนระยะยาว มุ่งอุตสาหกรรมใหม่
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์แลตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญกับปัญหาในหลายด้าน ทั้งการเติบโตของมูลค่าตลาดหุ้นไทย (Market Cap) เมื่อเทียบ GDP ซึ่งในอดีตเติบโตสูงเมื่อเทียบกับอาเซียนจาก 20% ในปี 2543 เป็น 100% ในปี 2567 แต่ในปัจจุบันพบว่าปรับตัวลดลงอยู่ที่ 75% ในครึ่งแรกของปี 2568 และแม้หุ้นไทยจะอยู่ใน Sustainability index อันดันต้นๆของภูมิภาค แต่น้ำหนักหุ้นไทยใน MSCI Asia ex Japan ลดลงถึง 44% ในช่วง 3 ปี
นอกจากนี้จำนวนหุ้นในดัชนี MSCI ลดลงเกินครึ่งจาก 42 เหลือ 19 บริษัท ในช่วง 3 ปี อีกทั้งมูลค่าระดมทุน IPO ยังชะลอตัวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอีกด้วย โดยเฉพาะจาก IPO ขนาดใหญ่ และ IPO ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ขณะที่สภาพคล่อง turnover ratio ของหุ้นไทยจากที่เคยเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน แต่ปัจจุบันเป็นรองประเทศสิงคโปร์ รวมถึง Performance ของบริษัทจดทะเบียน Price-to-Book ของไทยอยู่ระดับต่ำที่ 1.1 เท่า และ ROE อยู่ในระดับปานกลางที่ 6.8% ขณะที่ผู้ลงทุนรายย่อยก็มีแนวโน้มลดลง
นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญกับความท้าทายทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจจากปัจจัยภายในและภายนอก การแข่งขันของตลาดทุนในต่างประเทศและทางเลือกการลงทุนใหม่ๆ อุตสาหกรรมดั้งเดิมมีสัดส่วนสูง ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่อการกระทำผิดของผู้ร่วมตลาดในอดีต ผลิตภัณฑ์และการให้บริการของตัวกลางอย่างจำกัด และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและดิจิทัล ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นางพรอนงค์ ระบุว่า จากปัญหาและความท้าทายที่มีอยู่ดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นถึงโจทย์ว่ามีอยู่ค่อนข้างมากที่ต้องเร่งแก้ไขในตลาดหุ้นไทย ส่งผลให้ ก.ล.ต. จัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย หรือ คณะทำงาน Taskforce ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชน อย่าง ก.ล.ต. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เพื่อระดมความคิดเห็น วิเคราะห์ปัญหา และหาแนวทางส่งเสริมความสามารถของตลาดหุ้นไทย ให้แข่งขันได้และยืดหยุ่นต่อความท้าทาย โดยที่จะต้องคงบทบาทในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทย
และจากการประชุมร่วมของคณะทำงาน Taskforce ได้ข้อสรุปร่วมกันและเสนอ “ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดหุ้นไทย” ซึ่งมี 4 มาตรการหลัก พร้อมแผนการดำเนินการที่สำคัญเร่งด่วนในแต่ละมาตรการ ดังนี้
1.Quality Demand ประกอบด้วย การสร้างวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่านบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล (Individual Investment Account) เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุนระยะยาวและกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย มีการขยายฐานผู้ลงทุนกลุ่มใหม่ เพิ่มการให้บริการการลงทุนในตลาดหุ้นและผลิตภัณฑ์ของบริษัทหลักทรัพย์ รวมถึงสร้างศูนย์รวมข้อมูลพอร์ตของผู้ลงทุน (wealth aggregator) และ การส่งเสริมบทบาทผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดทุนไทย
2.Attractive Supply ประกอบด้วย การดึงดูดกิจการที่มีศักยภาพและคุณภาพเข้าสู่ตลาดทุนไทย / การยกระดับคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนในปัจจุบัน ผ่านโครงการ Jump+ และ Value Up Program / การปรับขั้นตอนการออกและเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ให้มีประสิทธิภาพและทำให้ตลาดทุนไทยเป็นที่น่าสนใจและสามารถแข่งขันในระดับภูมิภาคได้ / การปรับปรุงเกณฑ์การเข้าถึงแหล่งระดมทุนของ SMEs และ New Economy ให้น่าสนใจ และ การเปิดเผยข้อมูล ESG ตามมาตรฐาน ISSB ที่เน้นให้เกิดการปฏิบัติจริง เพื่อดึงดูดผู้ลงทุนที่คำนึงถึงความรับผิดชอบด้าน ESG ในมาตรฐานสากล
3.Trusted Market ประกอบด้วย การสร้างความเข้มแข็งในการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนและการบังคับใช้กฎหมาย / การยกระดับการกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุน (gatekeepers) เพื่อป้องปรามการกระทำที่ไม่เหมาะสม และ การใช้เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของบริษัทขนาดกลางและเล็ก
4.Supportive Ecosystem ประกอบด้วย การเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนในการสร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย / นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการลงทุนของผู้ลงทุนรายย่อยและเปลี่ยนผ่านตลาดทุนสู่ตลาดทุนดิจิทัล / ทบทวนหลักเกณฑ์การซื้อขายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ลงทุน และการให้ผู้ลงทุนต่างประเทศสามารถใช้สิทธิ e-proxy ได้สะดวกยิ่งขึ้น
นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทยนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเสริมสร้างศักยภาพให้ตลาดทุนไทยมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เพราะเมื่อตลาดทุนสามารถดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพให้เข้ามาระดมทุน จะช่วยเพิ่มโอกาสของประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ รวมทั้งเพิ่มจำนวนนักลงทุนในตลาดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ตลาดทุนไทยมีประสิทธิภาพในการเป็นแหล่งระดมทุนเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป
ขณะที่ตัวแทนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดย นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ระบุว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับศักยภาพ ของตลาดทุนไทย ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมผลักดันมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทยอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การดึงดูดกิจการ New Economy ที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียน การยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ Jump+ การใช้เทคโนโลยีเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลของผู้ลงทุน ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายตอบโจทย์ผู้ลงทุนทุกกลุ่ม ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
นอกจากนี้ช่วง 1 ปีกว่าที่ผ่านมา คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ได้อนุมัติโครงการใหม่ๆ ซึ่งมีหลายกลุ่มที่เป็นเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมใหม่ๆ ซึ่งกำลังหารือกับนักลงทุนต่างชาติ ที่จะเข้ามาลงทุนถคงความพร้อมของตลาดทุนไทย ช่วงที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้อนุมัติ IPO ไปแล้วอย่างน้อยกว่า 20 บริษัท ซึ่งมีสัดส่วนธุรกิจใหม่มากขึ้นทั้ง เฮลท์แคร์ และฟู๊ดเทค ซึ่งล้วนแต่ใช้เทคโลยีทั้งสิ้น แต่การตัดสินใจระดมทุนไม่ใช่แค่สภาวะตลาด หรือ สภาวะรัฐบาลแต่ยังรวมไปถึงความพร้อมของบริษัทด้วย โดยคาดว่า 1-2 เดือนข้างหน้า จะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนมูลค่าการซื้อขายจะเป็นผลที่เกิดจากความน่าสนใจของตลาดทุน เพราะฉะนั้นมาตรการที่ออกมา จะช่วยสร้างเสน่ห์ของตลาดทุนไทย และจะเอื้อต่อสภาพคล่องในตลาดทุนกลับมาได้
ขณะที่นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า สิ่งสําคัญของมาตรการที่ออกมานั้น คือการดำเนินมาตรการไปในทิศทางเดียวกัน ณ วันนี้ ต้องให้ความสําคัญกับบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องมีคุณภาพ และกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ รวมทั้งดึงดูดนักลงทุนระยะยาวมากขึ้น ขณะเดียวกันจะต้องมีการปฏิรูปการออมของไทยเพื่อการเกษียณอายุให้เกิดขึ้น ซึ่งในระยะต่อไปจะหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง ในเบื้องต้นจะสนับสนุนการลงทุนใน RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ESG LTF และในอนาคตจะสนับสนุนให้เกิดการออมสําหรับผู้เยาว์ ซึ่งจะ ช่วยสร้างวัฒนธรรมการออมได้เพียงพอต่อการเกษียณอายุสําหรับทุกคน
อย่างไรก็ตาม หากสามารถผลักดันเศรษฐกิจใหม่ ส่งเสริมการออม กํากับความเข้มงวดการลงทุน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนไทยได้ในระยาว พร้อมทั้งคาดว่าภายในสี่เดือนนี้ จะเห็นผลจาก 4 มาตรการ ดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม และคาดว่าจะสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล Quick Big Win ได้อย่างดี
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB